กลับไปรายการกระดานข่าว ตอบกลับ โพสใหม่

สคบ. ยกร่างกฎหมาย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็ นหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินงาน
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยเหตุผลของการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว
ก็เพื่อป้ องกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเสียหายของผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกละเมิดสิทธิ
จากผู้ประกอบธุรกิจ แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับปัจจุบันยังไม่เพียงพอในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค
สคบ. จึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมให้การคุ้มครอง
ผู้บริโภคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นการสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๑ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ
จากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา
ของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการ
ต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำ หรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย”
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่..) พ.ศ. .... คือ การแก้ไข
เพิ่มเติมอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
และการเรียกเก็บสินค้าที่อาจเป็ นอันตรายแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ กำหนดให้ สมาคมหรือมูลนิธิ
ที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรองมีสิทธิฟ้ องคดีแพ่ง คดีอาญา และอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ
ในคดีที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยส่วนรวมได้ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และให้สมาคม
และมูลนิธิได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีในศาล รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ
ผู้ประกอบธุรกิจที่ฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้า
ที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และผู้เจตนาทุจริต ใช้ จ้างวาน ยุยง หรือดำเนินการให้สมาคมหรือมูลนิธิ
ฟ้ องร้องต่อศาลเพื่อกลั่นแกล้งผู้ประกอบธุรกิจคนใดให้ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับการบริการที่อาจเป็น
อันตรายแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ สคบ. ยังได้ยกร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ....ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นตัวแทนของผู้บริโภคในการตราและ
การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
รวมทั้งตรวจสอบการกระทำอันเป็นการละเลยการคุ้มครองผู้บริโภค
โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ....
คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีสำนักงาน
คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ากฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้นี้ จะช่วยให้องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครอง
ผู้บริโภคมีสิทธิให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และยังช่วยให้
การดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย เป็นธรรม และประหยัดจากการใช้สินค้าหรือบริการ
จากผู้ประกอบธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความรับผิดชอบ
ต่อสังคมโดยส่วนรวมในการผลิตสินค้าหรือให้บริการมากขึ้นด้วย
อนึ่ง ร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว
และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยบัญญัติถึงสิทธิ
ของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 57 ว่า"สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ"

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้ บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครอง
ตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้

1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยว กับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่ จะได้รับการโฆษณาหรือการ
แสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะ
ไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม

2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการ
ชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม

3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐาน
เหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว

4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ

5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
ตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว
-ช่างมันเถอะครับ แค่เกมส์ แต่ถ้าเป็นในชีวิตจริง ไม่มีทางยอมอยุ่แล้วครับ ว่ากันตามกฎหมายอย่างเดียว แพ่ง อาญา วิแพ่ง วิอาญา ว่ากันไปโลด
-เป็นความผิดพลาดของทีมงานบริษัท ที่ไม่มีความพร้อม ไม่มีความรอบคอบพอ คือขาดประสบการณ์นั่นเอง ส่่วนผู้เล่นอย่างเราๆได้แต่ทำใจ ยอมรับสภาพ หรือ เลิกเล่น หาแหล่งบันเทิงอื่นต่อไป ก็ว่ากันไปครับ นอกจากว่า จะมีบทกฎหมานยที่เป็นบทบัญญัติเฉพาะเพื่อคุ้มครองชาวเกมเมอร์ แต่ในความเป็นจริง การร่างพรบ.เฉพาะนี้ คงเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ใหญ่บ้านเรา ยังมองว่า เกมส์ การเล่นเกมส์ หรือร้านเกมส์ โดยเฉพาะ เกมส์ออนไลน์ ยังมองในแง่ลบกันอยู่? ซึ่งนับวันธุรกิจประเภทนี้ เติบโตขึ้นมากๆ ทำให้ชาวเกมส์เมอร์อาจถูกเอารัดเอาเปรียบได้
***เลือกเอาครับ สู้ต่อ or ยอมถอย แค่นั้นล่ะ ที่ทำได้
หลายคนไม่อยากร้องทุกข์เพราะร้องทุกข์ไปแล้วไม่เห็นได้อะไร  ยุ่งยาก
เสียเวลา  กลายเป็นความฝังใจของผู้บริโภคส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน  การหนีหรือ
หลบหลีกปัญหาไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น  การร้องทุกข์เมื่อประสบปัญหาจาก
การบริโภคไม่เพียงช่วยแต่ตัวเองเท่านั้น  แต่อาจเป็นหนทางป้องกันปัญหาที่จะไป
เกิดแก่ผู้อื่นได้ด้วย  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ.2522 (  แก้ไข
เพิ่มเติมถึงฉบับที่  2  พ.ศ.2541  )  ให้อำนาจและหน้าที่แก่สำนักงานคณะกรรม
การคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อปฎิบัติการช่วยเหลือผู้บริโภคไว้  7  ประการ  ดังนี้

          1.  รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระ
ทำของผู้ประกอบธุรกิจโดยโทรศัพท์สายด่วนร้องทุกข์  โทร.1166
          2.  ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกระทำการเป็น
การละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
          3.  สนับสนุนหรือทำการศึกษาและวิจัยปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้
บริโภค
          4.  ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐาน
ของสินค้าและบริการแก่ผู้บริโภค
          5.  ดำเนินการเผยแพร่วิชาการและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
          6.  ประสานงานกับส่วนราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมหรือ
กำหนดมาตรฐานสินค้าและบริการ
          7.  ปฎิบัติการอื่นๆ  ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย  เช่น  การแจ้งหรือ
โฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิ
ของผู้บริโภค ในเรื่องนี้ยังมีต่อในคราวหน้า
สิทธิของผู้บริโภคตามกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค ภาค 2

การรักษาสิทธิของผู้บริโภคถือได้ว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของประชาชนผู้บริโภค
ที่พึงปฏิบัติ  เพื่อคุ้มครอง  ตนเองให้ได้รับความคุ้มครอง  ความปลอดภัยและเป็น
ธรรม
          พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ.2522  ( แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่
2  พ.ศ.2541 )  ได้บัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎ
หมายไว้  5  ประการ  ดังนี้

          1.  สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียง
พอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ  ได้แก่  สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดง
ฉลากตามความจริงและปราศจากพิษภัย  รวมถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยว
กับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือ
บริการ
          2.  สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ  ได้แก่  สิทธิที่จะ
เลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความสมัครใจของผู้บริโภค  และปราศจากการ
ชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
          3.  สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่
สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย  มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐาน
เหมาะสมแก่การใช้  ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต  ร่างกาย  หรือทรัพย์สิน
          4.  สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา  ได้แก่  สิทธิที่จะได้รับ
ข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
          5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะ
ได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย  เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
สิทธิของผู้บริโภคตามกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค ภาค 3

หลักเกณฑ์การพิจารณาในการเข้าดำเนินคดีแทนผู้บริโภค  ตามมาตรา
39  แห่งพระราชบัญญัติ    คุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ.2522  ( แก้ไขเพิ่มเติมถึง
ฉบับที่  2  พ.ศ.2541 )  เมื่อมีผู้ร้องขอให้ดำเนินคดีแทนได้ ดังนี้

          1.  ผู้ที่ร้องขอให้ดำเนินคดีแทนต้องเป็นผู้บริโภค ตามความหมายที่บัญญัติ
ไว้ในมาตรา 3  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค  พ.ศ.2522   ( แก้ไขเพิ่ม
เติมถึงฉบับที่  2  พ.ศ.2541 )      กล่าวคือ     ผู้บริโภคหมายความว่า  ผู้ซื้อหรือ
ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ  หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้
ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ  และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้า
หรือผู้ได้รับบริการจาก            ผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ   แม้มิได้เป็นผู้เสียค่า
ตอบแทนก็ตาม
          2.  มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  หมายถึง  กรณีผู้
ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายผิดสัญญาเท่ากับกระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค  และ
รวมถึงกรณีผู้ประกอบธุรกิจกระทำการละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค  อย่างหนึ่งอย่าง
ใด  หรือหลายสิทธิก็ได้  ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นและกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองผู้บริโภค
          3.  การดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นส่วนรวม  โดย
พิจารณาจาก

          3.1  ลักษณะของการประกอบธุรกิจ การประกอบธุรกิจใดที่แม้ว่าจะก่อ
ให้เกิดความเสียหายแก่      ผู้บริโภคเพียงรายเดียว  แต่มีพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่า
หากผู้ประกอบธุรกิจยังคงประกอบธุรกิจลักษณะนั้นต่อไป  อาจทำให้ผู้บริโภคราย
อื่นๆ  ได้รับความเสียหายด้วย
          3.2  ผลของการดำเนินคดี  แทนผู้บริโภครายใดนั้นจะเป็นประโยชน์แก่
ผู้บริโภครายอื่นๆ  ที่ยังมิได้มาร้องขอตามมาตรา  39  แห่งพระราชบัญญัติคุ้ม
ครองผู้บริโภค  พ.ศ.2522  ( แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่  2  พ.ศ.2541 )  ซึ่ง
สามารถมายื่นคำร้องขอให้ดำเนินคดีในภายหลังได้
คลอด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่ ให้ผู้เสียหายดำเนินการฟ้องร้องผู้ประกอบการได้โดยไม่ต้องจ้างทนายประชาชน ดำเนินการเองได้ง่ายขึ้น

นาย จิรชัย มูลทองโร่ย ผอ.กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้
ไปแล้ว และ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ได้ให้สิทธิ์ของผู้บริโภคเพ้มมากขึ้น คุ้มครองสิทธิ์ของผู้บริโภคโดยตรง จากเดิมผู้เสียหายต้องฟ้องศาลเอง จ้างทนายเอง หลังพบถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ แต่ต่อไปนี้ชาวบ้านที่เดือดร้อนจากผู้ประกอบการ สามารถมาที่ศาลแพ่งทั่วประเทศ ขอเข้าพบเจ้าพนักงานคดีคุ้มครองผู้บริโภค แล้ว "ฟ้องด้วยวาจา" หรือเล่าเรื่องให้ฟัง จากนั้นเจ้าพนักงานจะเรียกคู่กรณีมาไต่สวน โดยศาลจะมีการสืบสวนเอง ส่งผลให้การทำงานดีขึ้น
หลายด้าน คือ 1. มีความสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจาก ผู้บริโภค สามารถเดินทางไปที่ศาลแพ่งได้ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าพนักงานคดีคอยรับเรื่อง จากนั้นจะเรียกผู้ประกอบการมาสืบสวนเอง เพื่อเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ส่ง
ฟ้องศาลต่อไป 2.กรณีมีปัญหา ศาลจะมีการพิจารณอย่างต่อเนื่อง และกรณีที่เหตุเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเป็นกรณีที่มีผู้เสียหายหลายท่าน จากผู้ประกอบการเดียว ศาลจะตัดสินได้เลย 3.ประหยัด เนื่องจากไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่อศาลและไม่ต้องจ้างทนาย 4. คดีมีอายุความนาน 3 ปี ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด หรือ 10 ปีนับจากวันที่เสียหาย ซึ่งหลักฐานที่นำไปประกอบ ในการไปฟ้องร้องประกอบด้วย 1.เอกสารโบรชัวร์ของสินค้าที่ร้องเรียน 2.กรณี นำคำกล่าวอ้าง,คำโฆษณา,คำอวดอ้าง ของสินค้า สามารถนำมาเล่าต่อเจ้าพนักงานได้ 3.กรณี ที่สินค้ามีการเปลี่ยนแปลงโฆษณาภายหลัง ผู้บริโภคสามารถมายื่นคำร้องได้ 4.กรณี จำหน่ายผ่านเซลสามารถเอาพยานบุคคล มาประกอบได้ ทั้งนี้ ไม่อยากให้
ผู้ประกอบการวิตกกังวลแต่อย่างใด ควรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นธรรมต่อสังคม ซึ่งภาครัฐให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว
ปรึกษา และ รับคำแนะนำ

http://www.decha.com/main/showTopic.php?id=245
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 กดเลยครับ

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

ครม.เห็น ชอบร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เพิ่มแผนกคดีผู้บริโภคในศาล ยกเว้นค่าธรรมเนียม หากศาลอุทธรณ์รับเรื่องให้เร่งตัดสินใน 6 เดือน และศาลเรียกค่าเสียหายเพิ่มจากผู้ประกอบการแทนผู้บริโภคได้

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (3 เม.ย.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ

โดยมีสาระสำคัญ ให้มีการจัดตั้งแผนกคดีผู้บริโภคขึ้นในศาลแพ่งธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาคทุกแห่ง รวมทั้งหากผู้บริโภคฟ้องคดีกับผู้ประกอบการ ให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม

“วัตถุ ประสงค์ของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายมากขึ้น และมีความสะดวก การพิจารณาคดีจะรวดเร็วขึ้น เพราะจะมีวิธีพิจารณาโดยเฉพาะ เมื่อศาลรับเรื่องไว้แล้ว จะมีการไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงกันได้ จะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว สามารถอุทธรณ์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปยังศาลอุทธรณ์และศาสอุทธรณ์ภาคได้ หากคดีนั้นมีสินทรัพย์เกิน 300,000 บาท” นายชาญชัย กล่าว

นอกจากนี้ นายชาญชัย กล่าวว่า กฎหมายยังกำหนดว่า เมื่อศาลอุทธรณ์รับเรื่องไว้แล้ว จะต้องตัดสินให้เสร็จภายใน 6 เดือน หากยังไม่แล้วเสร็จ สามารถขยายต่อไปได้อีก ครั้งละ 1 เดือน

เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินเรียบ ร้อยแล้ว ให้ถือว่าคดีถึงที่สุด แต่จะมีข้อยกเว้นให้เฉพาะข้อกฎหมายที่สำคัญ ให้สามารถฎีกาขึ้นไปยังศาลฎีกาได้ และกฎหมายยังได้ให้อำนาจศาล ปรับผู้ประกอบการที่กระทำไม่สุจริตให้มากยิ่งขึ้น

“แม้ว่าผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้บริโภค จะเรียกร้องค่าเสียหายน้อย แต่หากศาลเห็นว่าความเสียหายนั้นน้อยเกินไป และผู้ประกอบการกระทำไม่สุจริต ศาลสามารถเรียกค่าเสียหายเพิ่มได้อีก” นายชาญชัย กล่าว
ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความผู้บริโภค พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่ถือว่าก้าวหน้ามากที่สุดในยุคปัจจุบัน สามารถตอบสนองความต้องการและความทุกข์ยากของประชาชนเกี่ยวกับการเอารัด
เอาเปรียบของผู้ประกอบ
การหรือนายทุนมากที่สุด หลังจากที่ชาวบ้านผิดหวังกับการพึ่งพาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรีมานาน
      
       กฎหมายฉบับนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับคณะทำงานของศาลยุติธรรม ที่เล็งเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะเห็นว่าผู้บริโภคมักถูกเอารัดเอาเปรียบในสินค้าและบริการมาตลอดระยะ เวลายาวนาน อันเนื่องมาจากคุณภาพของสินค้าและบริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่เป็นไปตามการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่เป็นไปตามคำรับรอง หรือตราหรือโลโกหน่วยงานมาตรฐานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศที่รับรองไว้ จนต้องเกิดกรณีมีข้อพิพาทขึ้นมากมาย อีกทั้งกระบวนการเรียกร้องค่าเสียหายต้องใช้เวลานานและยุ่งยาก
      
       ดังนั้นศาลยุติธรรมจึงได้เสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนสามารถนำกฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้ช่วยเหลือชาวบ้านหรือผู้บริโภคได้ (แปลกใจไหมว่าเรามี ส.ส.กันมามากมายหลายยุคสมัย ทำไมไม่คิดเสนอกฎหมายประเภทนี้กันเลย) กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค จึงเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค และขณะเดียวกันจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ พร้อมหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นโดยเร็วในอนาคตอันใกล้ เพราะหากยังคงใช้แนวคิดเดิม ๆ ในการทำธุรกิจค้าขายสินค้าและบริการ ที่เอาเปรียบผู้บริโภคทุกวิถีทาง ก็จะพบกับการลงโทษทางกฎหมายอย่างสูงสุด
กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีทางแพ่ง (เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง) โดยเป็นกฎหมายเพื่อการเยียวยาด้วยความรวดเร็วให้แก่ผู้บริโภค เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติของการดำเนินคดีทางศาลจากระบบกล่าวหา คือ ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่หรือภาระในการนำสืบหรือพิสูจน์ให้ศาลเห็น มาเป็นระบบไต่สวน คือ ศาลมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานทั้งฝ่ายกล่าวหาและผู้ถูกล่าวหามาให้ศาล พิจารณาได้ตามสมควร โดยผู้ที่เสียหายจากการบริโภคสินค้าและบริการ ไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหาทนายความมาช่วยดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายหรือ สินไหมทดแทนให้ เหมือนในคดีความปกติก็ได้ (ถ้าจะมีก็ได้) เพราะสำนักงานศาลคดีผู้บริโภคที่เกิดขึ้นใหม่จะมีบุคลากรของศาลมาช่วยดำเนิน การทางคดีให้กับผู้ร้องทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การไต่สวน รับคำร้องเรียนจะด้วยวาจาหรือเอกสารก็ได้ ทำคำฟ้องให้
      
       ถ้าเรื่องที่เดือดร้อนสามารถที่จะนำไปสู่การเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ เจ้าหน้าที่ของศาลก็จะดำเนินการให้ก่อนเป็นหลักก่อนๆ ที่จะส่งสำนวณคดีเข้าสู่กระบวนการสืบพยานโจทก์และจำเลยหากไม่สามารถตกลงกัน ได้ ดังนั้นคดีผู้บริโภคจำนวนมากคาดว่าจะสามารถยุติลง หรือจบลงด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ยในเบื้องต้นก่อนได้เป็นจำนวนมาก (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ใช้วิธีการไกล่เกลี่ยเช่นนี้เช่นกัน แต่ก็มักเป็นกรณีเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเป็นกรณีใหญ่ๆ ก็ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่ชัดเจนมาดำเนินการได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้) ที่สำคัญ การฟ้องคดีประเภทนี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งปวง เว้นแต่หากปรากฏแก่ศาลว่า ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องโดยไม่มีเหตุอันควร มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม ประวิงคดี ศาลอาจจะสั่งให้ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมได้ ถ้าไม่ชำระศาลก็จะสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้
      
       เมื่อกฎหมายนี้ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมาก ก็อาจจะทำให้ผู้คนแห่แหนกันมาใช้บริการศาลคดีผู้บริโภคกันมาก บางครั้งอาจจะใช่หรือไม่ใช่คดีเกี่ยวกับผู้บริโภค ชาวบ้านก็อาจจะมาร้องกันเปรอะไปหมดหรือไม่ หากมีกรณีเช่นว่านี้ว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่นั้น ทางออกก็คือ ศาลอุทธรณ์จะเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยของศาลจะเป็นที่สุด ส่วนในเรื่องอายุความนั้น ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น และข้อเท็จจริงบางอย่างเป็นรายกรณี เช่น ถ้าเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือ อนามัย อายุความใช้สิทธิเรียกร้องกันนั้นกฎหมายจะระบุว่าเป็นภายใน 3 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย นอกจากนี้ หากมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันเกี่ยวกับค่าเสียหายที่พึงชดใช้กันก่อนได้ อายุความก็จะสะดุดหยุดอยู่ไม่นับต่อไป
ในการฟ้องคดีต่อศาลคดีผู้บริโภคนั้น ผู้บริโภคที่เสียหายจากสินค้าหรือบริการ พึงต้องสังวรไว้ก่อนว่าตนเองต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ต้องมีข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐานเพื่อนำเสนอต่อศาลให้เห็นหรือเข้าใจได้ และต้องระบุคำขอไว้ให้ชัดว่าจะให้ศาลบังคับคดีให้อย่างไร เริ่มจากต้องรู้ว่าเราจะฟ้องหรือกล่าวหาใคร ด้วยเรื่องอะไร มีพยานหลักฐานใดเก็บไว้บ้าง เช่น ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าและบริการต้องเรียกร้องเอาใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จนั้นๆ จะต้องมีการเขียนข้อมูลที่ครบถ้วน มีชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการของผู้ผลิต ผู้ขาย เพื่อที่จะใช้เป็นหลักฐานว่าได้ซื้อสินค้าและบริการมาจากใคร ที่ไหน เมื่อใด ราคาเท่าใด เพื่อที่จะฟ้องได้ถูกตัวนั่นเอง
      
       หากสินค้าและบริการนั้นๆ มีการพิมพ์โปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ หรือเอกสารโฆษณาใดๆ หรือแม้แต่ใบรับรองสินค้า ใบรับประกันสินค้า เพื่อประกอบการขายหรือบริการไว้ ก็ควรที่จะต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะกฎหมายถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา สามารถใช้นำมาเป็นหลักฐานในการบังคับให้ผู้ประกอบการสินค้าและบริการรับผิด ชอบได้ หากไม่สามารถหาได้ก็อาจจะใช้ภาพถ่ายที่มี หรือใบเสร็จที่เกิดขึ้นจากการซ่อมแซมสินค้า รวมทั้งรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็น เช่น ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้สินค้านั้นๆ หรือถ้าไม่มีหลักฐานใดๆ ก็อาจจะต้องนำตัวอย่างสินค้าที่ใช้นั้นไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อเจ้า หน้าที่ตำรวจที่โรงพัก แล้วขอคัดถ่ายสำเนาพร้อมให้ตำรวจรับรองสำเนา มาประกอบการร้องหรือฟ้องก็ได้
      
       กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคฝ่ายเดียวไม่ หากแต่ผู้ประกอบการต่างๆ กฎหมายก็รับรองสิทธิให้ด้วยอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ประกอบการก็มิสิทธิฟ้องผู้บริโภคได้เช่นเดียวกัน อาทิ กรณีเป็นหนี้บัตรเครดิต กรณีหนี้จากการเช่าซื้อยานยนต์ ฯลฯ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิฟ้องร้องไล่เบี้ยเอากับผู้บริโภคได้เช่นกัน แต่ต้องเป็นการไล่เบี้ยเอาด้วยความเป็นธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น ไม่ใช่จะขูดเข็ญเรียกเอาค่าเสียหาย ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยเท่าใดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการฟ้องผู้บริโภคนั้น กฎหมายกำหนดให้ฟ้องได้เฉพาะผู้บริโภคเท่านั้น ถ้าเป็นประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใดๆ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นเหล่านี้ จะตกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ
      
       หากเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีผู้บริโภคใดแล้วต่อมาภายหลังปรากฏว่ามีการฟ้องกับผู้ประกอบธุรกิจรายเดียว
NOTE: หัวข้อถูกปิด เจ้าของถูกแบนหรือถูกลบ
กลับไปรายการกระดานข่าว
prf