กลับไปรายการกระดานข่าว ตอบกลับ โพสใหม่
แก้ไขล่าสุด F L U K E ,,,* เมื่อ 2010-12-12 14:22

การแสดงเพลงลูกทุ่ง คือเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศ ความเป็นลูกทุ่ง

ขุนวิจิตรมาตราบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องของละครและเพลง ว่าเพลงลูกทุ่งเป็นวงดนตรีแบบสากลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปีหรือสองปี ลักษณะเพลงลูกทุ่งในระยะเริ่มแรก มาจากการร้องรำทำเพลงของไทยดั้งเดิม อาทิ แหล่เทศน์ สวดคฤหัสถ์ จำอวด ลิเก (ทรงเครื่อง) ลิเกลูกหมด (ไม่แต่งเครื่อง) ลิเกบันตน ลำตัด เพลงขอทาน เพลงพื้นเมืองบางเพลง ฯลฯ โดยเพลงลูกทุ่งนำมาดัดแปลงแล้วใส่ดนตรีแบบสากล เป็นลักษณะเพลงแบบใหม่[1]

ส่วนคำว่า "เพลงลูกทุ่ง" อาจารย์จำนง รังสิกุล คิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2507[2] เพลงลูกทุ่งมีความชัดเจนจากเพลงลูกกรุงโดยประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ ใช้ชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง"[3]

สุรพล สมบัติเจริญ ได้ทำให้เพลงลูกทุ่งอยู่ในความนิยม ในช่วงปี พ.ศ. 2506 –2513 จนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง ได้เกิดการแข่งขัน และยังมีนักร้องลูกทุ่งเกิดขึ้นใหม่หลายคน ต่อมาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เพลงลูกทุ่งก็อยู่ในยุคเพลงเพื่อชีวิต เนื้อหาเพลงลูกทุ่ง ได้สอดแทรกเนื้อหาเพลงเพื่อชีวิต โดยในยุคนั้นมีเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น ระหว่าง พ.ศ. 2520–2528 วงดนตรีเพลงลูกทุ่งได้เข้าสู่ระบบทุนมากขึ้น มีการแสดงเพลงลูกทุ่งมีการประกวดประชันการเต้นและเครื่องแต่งกายของหางเครื่องประกอบ จนในปัจจุบัน มีศิลปินลูกทุ่งหน้าใหม่เข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งของค่ายเพลงหน้าใหม่ ตลาดเพลงลูกทุ่งเป็นตลาดใหญ่ เพลงลูกทุ่งได้รับความนิยมอีกครั้ง และมีการมอบรางวัลทางดนตรีลูกทุ่งอยู่หลายรางวัล

สำหรับธุรกิจเพลงลูกทุ่งในปัจจุบันถือเป็นตลาดใหญ่ มีทั้งค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดย***ส่วนของเงินในตลาดเพลงลูกทุ่งครอง คาดการณ์น่าจะอยู่ที่ ปีละ 1,000-1,500 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ภาคอีสาน 50% ภาคเหนือและภาคกลาง 35% และภาคใต้ 15% และ***ส่วนการแบ่งตลาด มีแกรมมี่ โกลด์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเพลงลูกทุ่งทั่วประเทศ 65% ส่วนอาร์สยาม 19% และอื่นๆ 16% ซึ่งธุรกิจเพลงลูกทุ่งได้ขยายไปสู่ธุรกิจใกล้เคียงอย่างสื่อวิทยุ โทรทัศน์และภาพยนตร์


ประเทศ : ไทย
ที่มา วิกิพีเดีย

แก้ไขล่าสุด Moorenalisa เมื่อ 2010-12-12 14:26

Burlesque

ต้นกำเนิดของโชว์ burlesque เป็นการโชว์ ร้อง เต้น Lipsync โชว์ Cabaret ที่เกิดขึ้นใน ไนท์คลับ และ เล้าจ์ เล็กๆ ในประเทศอังกฤษ แล้วก็แพร่หลายมายังอเมริกาใน ศตวรรษที่ 20 และโชว์ burlesque ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา  สาวๆวง The Pussycat Dolls ก็เคยโชว์ burlesque ในไนท์คลับแห่งหนึ่งมาก่อน ก่อนที่เธอจะเป็นโด่งดังเป็น Girl Group แถวหน้าระดับโลก

   




ชื่อการแสดง : บุนระกุ
ประเทศ : ญี่ปุ่น
รายละเอียด : เป็นละครหุ่นซึ่งได้เริ่มแสดงเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 16 ตัวหุ่นมีขนาดราวครึ่งหนึ่งของคนจริงและดูเหมือนจริงมาก หุ่นแต่ละตัวใช้คนชักสามคนที่สามารถมองเห็นได้บนเวที การแสดงสามารถแสดงอารมณ์ที่รุนแรงมากได้
          ละครร่วมสมัยก็เป็นที่นิยมชมชอบในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน โรงละครญี่ปุ่นมีการแสดงมากมายจากตะวันตก รวมถึงงานของเชคสเปียร์ เชคอฟ อิบเซน วิลเลี่ยมส์ และนักเขียนบทละครเลื่องชื่อจากต่างประเทศอื่น ๆ วงฟิลฮาร์โมนิกออเคสตร้าแสดงผลงานดนตรีคลาสสิกที่หลากหลายทั่วประเทศญี่ปุ่น และดนตรีตะวันตกหลายรูปแบบก็เป็นที่นิยมกันแทบทุกประเภทตั้งแต่แจ๊สและบลูส์ ไปจนถึงแร็ปและร็อคแอนด์โรลอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น          มีประวัติที่โดดเด่น ดาราใหญ่ ๆ ช่วงแรกของภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นฮีโร่นักต่อสู้ด้วยดาบที่สันโดษ
ประเทศญี่ปุ่นยังธำรงประเพณีพื้นบ้านไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เพลง เครื่องดนตรี และการรำพื้นบ้านยังคงเป็นที่นิยมแม้ในปัจจุบัน เครื่องดนตรีพื้นบ้าน - โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลองขนาดใหญ่เสียงดัง ( วะไดโกะ )- และการรำพื้นบ้านสามารถดึงผู้คนจำนวนมากมาร่วมงานเทศกาลต่าง ๆ
ข้อมูลจาก : http://www.jureeratlks.ob.tc/Page5.html
[YOUTUBE]66L0TW4tYhk[/YOUTUBE]
66L0TW4tYhk
Ballet Dance

เป็นการเต้นรำเพื่อความบันเทิง เฟื่องฟูช่วงปลายศตวรรษที่ 15-16 ในรูปแบบต่างๆไม่ว่าการแสดงโลดโผน ละครใบ้ บทสนทนา และบทเพลงผสมผสานกัน มีจุดประสงค์รับใช้ราชสำนักเป็นหลัก ประชาชนเป็นรองสำหรับบัลเล่ต์เป็นศิลปะการเต้นรำที่พระนางแคทเธอรีน แห่งเมดีซี (Catherine de Medici) นำไปพัฒนาที่ฝรั่งเศส เมื่อพระนางอภิเษกกับกษัตริย์อองรีที่ 2 ในตอนนั้นการแสดงบัลเล่ต์ใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง การเเสดงบัลเล่ต์ทำให้สตรีในราชสำนักมีโอกาสร่วมเต้นรำ หลังจากที่เคยจำกัดอยู่ในวงของบุรุษ แต่บทนางเอกของเรื่องก็ยังกำหนดให้ผู้ชายแสดงอยู่ดี ส่วนผู้หญิงได้เล่นแต่บทเล็กๆ

นอกจากนั้นผู้หญิงยังถูกจำกัดท่าทางการเต้นด้วยเครื่องแต่งกายที่ฟูยาว ขณะที่ผู้ชายแต่งตัวด้วยชุดรัดรูป ทำให้มีอิสระในการเคลื่อนไหวของขามากกว่า ไม่ว่าการหมุน การซอยเท้า การกระโดดซับซ้อนขึ้น รวมทั้งการยืนบนปลายเท้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเต้นบัลเล่ต์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้มีอิทธิพลมากในการทำให้การเต้นรำในราชสำนักกลายเป็นการเต้นรำเพื่ออาชีพ พระองค์ร่วมแสดงละครบัลเล่ต์เรื่อง “La nuit” ทั้งระดมผู้คนทั้งในราชสำนัก นักการเมือง และผู้มีพรสวรรค์ทุ่มเทพัฒนาการแสดงเต้นรำ ค.ศ.1661 ทรงก่อตั้งสถาบันการเต้นรำอาชีพและสถาบันการดนตรีแห่งราชสำนัก และในปี 1671 จึงมีโรงเรียนสอนเต้นรำ ที่กรุงปารีส ซึ่งเปิดกว้างสู่สามัญชน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17-18  มีการก่อตั้งมูลนิธิของบัลเล่ต์   เพื่อพัฒนาการเต้นให้ดียิ่งขึ้น เช่น  การใช้เท้าที่ซับซ้อนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะที่นักเต้นบัลเล่ต์หญิงเริ่มมีบทบาทเด่นมากขึ้น

ในปี 1681 นักเต้นหญิงมีโอกาสขึ้นเวที โดย Marie de Carmargo เป็นหนึ่งในนักเต้นบัลเล่ต์หญิงที่มีชื่อเสียงด้านระบำปลายเท้าที่ว่องไวและซับซ้อน เธอยังเป็นผู้ที่ตัดกระโปรงบัลเล่ต์ให้สั้นลง 2-3 นิ้ว เพื่อให้เต้นสะดวกขึ้น การปฏิวัติของมารีไม่ได้รับการยอมรับนัก กระทั่ง 50 ปีผ่านไป
ในปีค.ศ.1760 ผู้เชี่ยวชาญบัลเล่ต์เริ่มตั้งคำถามถึงข้อจำกัดซึ่งยึดหลักศิลปะ และข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น ปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการคือ ฌอง จอร์จ โนแวร์ ผู้เสนอแนวคิดการพัฒนาบัลเล่ต์ให้เป็นแบบฉบับศิลปะที่เป็นจริงเป็นจัง เพราะเห็นว่าบัลเล่ต์ควรเป็นวิธีที่ใช้แสดงความคิดทางละครผ่านทางการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของการเต้นรำ ละคร และตัวละคร เขาแลกเปลี่ยนความคิดของเขากับนักเรียน นักเต้นรำ และผู้ออกแบบท่าเต้นในเวลานั้น แต่มีอยู่เพียงท่านเดียวที่นำแนวความคิดของโนแวร์ไปปฏิบัติคือ โดแบร์วาล ผู้ออกแบบท่าเต้นทิ่ยิ่งใหญ่ เขาออกแบบท่าเต้นรำและสร้างตัวละครสามัญชนในละครเรื่อง La Fille Mal Garde ปีค.ศ.1789
ปัจจุบันบัลเล่ต์มีผู้ชมจำนวนกว้างขึ้น และมีหลากหลายเรื่องที่เล่น ได้แก่ Swan Lake (หงส์เหิน) Sleeping Beauty (เจ้าหญิงนิทรา) The Nutcracker , Carmen ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพลงคลาสสิคของไชคอสสกีในการบรรเลง



         

         

  

http://sirichone.spaces.live.com ... 9363F9964!600.entry
แก้ไขล่าสุด นู๋ป่วน เมื่อ 2010-12-12 15:02




เพลงโคราช  ประเทศไทย

เพลงโคราช เป็นศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้านของจังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช ซึ่งได้สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน โดยเพลงโคราชนั้นมีเอกลักษณ์การร้องรำเป็นภาษาโคราช ซึ่งมีความไพเราะ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและสนุกสนาน
แต่ปัจจุบันเพลงโคราชค่อยๆ ได้รับความนิยมและความสนใจน้อยลง พวกเราจึงควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์ และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมอันดีงามนี้ไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราได้สัมผัส ได้รับชมและรับความสนุกสนานเพลิดเพลินดีกว่าการเล่าขานเป็นตำนาน

ที่มา :http://www.baanmaha.com/community/thread24103.html
ชื่อ รำกระทบไม้
เป็นการแสดงประจำจังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย



"รำกระทบไม้" เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวจังหวัดสุรินทร์ เดิมเรียกว่า "เต้นสาก" ประเทศไทยมีอาชีพทางกสิกรรมมาช้านาน การทำนาผลิตข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย และทำรายได้เป็นสินค้าออกให้แก่ประเทศไทยอย่างมากมาย ชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่จึงคลุกคลีอยู่กับการทำนา เริ่มตั้งแต่หว่าน ไถ ดำ และเก็บเกี่ยว เป็นต้น ด้วยนิสัยรักสนุก หลังจากเลิกงาน จึงนำสากตำข้าวมากระทบกันเป็นเครื่องประกอบจังหวะ พร้อมกับมีการละเล่นให้เข้ากับจังหวะ แต่เดิมคงเป็นจังหวะตำข้าวในลักษณะยืนตำ 2 คน ต่อมาจึงลากไม้สากมาวางตามยาว มีคนจับปลายสาก หัว ท้าย ข้างละคน พร้อมทั้งใช้ไม้หมอนรองเคาะเป็นจังหวะภายหลังกรมศิลปากรได้ศึกษาการละเล่นชนิดนี้ และนำมาปรับปรุงจัดระเบียบแบบแผนเรียงลำดับท่ารำขึ้น โดยไม่ทิ้งเค้าแบบแผนเดิม และได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2500 เนื่องในงานแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมกับราชอาณาจักรลาวในการปรับปรุงครั้งนั้น เนื่องจากบทร้องของเก่าไม่เหมาะสมที่จะรำได้สวยงาม กรมศิลปากรจึงได้ขอให้อาจารย์มนตรี   ตราโมท แต่งบทร้อง และท่านผู้หญิงหม่อม แผ้ว   สนิทวงศ์เสนีย์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่

อ้างอิงจาก http://blog.pakorn.net/2009/11/blog-post_7288.html
ชื่อ   สะบ้า
เป็นประเพณีของชาวมอญจ้า


สามารถหาเเถวพระประแดงได้เลยจ้า ช่วงเทศกาลสงกรานต์

จีมิวผมขอ 100 คะแนนนะครับ
เสนอการแสดงรำพัดจีนค่า
ของประเทศจีน



รำจีนรำพัด  จีนรำพัดเป็นการแสดงชุดง่ายๆ ที่ใช้พัดเป็นอุปกรณ์ในการรำ ทำนองเพลงที่ใช้ประกอบ คือ จีนดาวดวงเดียว ผู้รำจะใช้พัดรำทั้งสองมือและแต่งกายแบบจีน แสดงท่าทางนาฏศิลป์แบบจีน

เพลง จีนรำพัด

เนื้อร้อง  จากบทละครเรื่อง
ทำนอง   จีนดาวดวงเดือน

             ชื่นใจ                                          ที่เงาไม้ราบร่ม...ลมพัดฉิว

หอมกระถินกลิ่นไกลใจริ้วริ้ว                          เหมือนใครลิ่ว...ลมแฉลบ..มาแอบมอง

ในโลกนี้มีอะไรที่ไม่คู่                                  ได้เห็นอยู่ทั่วถ้วน...ล้วนเป็นสอง

แต่ดวงจันทร์นั้นยังมีดวงอาทิตย์ปอง                เดินพบพ้อง...บางคราว...เมื่อเช้าเย็น

แหล่งที่มา : http://www.thaigoodview.com/libr ... ontents/lang08.html
[img][/img]
โหๆ มีขอคะแนน
   
แก้ไขล่าสุด ~~VeLove~~ เมื่อ 2010-12-12 15:29

ประเทศนิวซีแลนด์

การแสดงเต้นรำของชนเผ่าเมารี






การแสดงของชนพื้นเมีองเมารีบนเกาะนิวซีแลนด์ ผู้ชายจะสักลายบนใบหน้า และจะมีการแลบลิ้นปริ้นตาเพื่อเป็นการทักทายแขกผู้มาเยือนผู้หญิงจะแสดงด้วยท่วงท่าที่นิ่มนวลและมีการแสดงความสามารถด้วยการควงลูกพ้อยบอล เชื่อว่าการแสดงนี้มีอายุยืนนานมากกว่า100ปีมาแล้ว  หลังจากที่ทำการเต้นรำเสร็จสิ้นแล้วจะมีประเพณีโดยการแตะหน้าผากเข้าหากัน

ข้อมูลแหล่งที่มา http://city9hawaii.blogspot.com/2010/02/blog-post_4827.html
[img][/img]
การแสดง สะพานข้ามแม่น้ำแคว
จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย

งานยิ่งใหญ่ของเมืองกาญจน์ ได้แก่ งานเฉลิมฉลองสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อเป็นการรำลึกถึงเชลยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เสียชีวิตในการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควเพื่อเชื่อมต่อไปยังพม่า

แต่ละปีจะมีการแสดงแสง สี เสียง จำลองเหตุการณ์ก่อสร้างสะพาน และการทิ้งระเบิดสะพาน และนำกิจกรรมการออกร้านของกาชาดจังหวัดเข้ามาร่วมจัดในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

โดยปีนี้ใช้ชื่องานว่า "งานสัป ดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควและงานกาชาดประจำปี 2553"

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นอีกอนุสรณ์จากสงครามประวัติศาสตร์ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีได้จัดงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควและงานกาชาดจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้สูญเสียในเหตุการณ์ครั้งนั้น ติดต่อกันมา 29 ครั้งแล้ว

ครั้งนี้จะเป็นการรำลึกถึงการสร้างสะพานและสงครามที่เกิดขึ้น 3 ทศวรรษ โดยการจัดงานในปีนี้เราได้ชูสันติภาพและความรัก เพื่อประกาศให้รู้ว่าสงครามได้ยุติลงแล้ว และบัดนี้โลกจะมีแต่สันติภาพและความรัก War is Over

โดยจัดการแสดงแสงสีเสียงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควและการเฉลิมฉลองในรูปแบบสากลเวทีกลางน้ำการแสดงดนตรีแจ๊ซ และการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแด่องค์พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา โดยให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนการจัดกิจกรรมงานกาชาดนี้จะมีการออกร้านของหน่วยงานราชการและเอกชน การออกรางวัลมัจฉากาชาด เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือในภารกิจของเหล่ากาชาด

เมื่อสงครามยุติลง มิตรภาพและความรักก็บังเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินจังหวัดกาญจนบุรี

อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/lukyim/2010/11/22/entry-1

(ได้ป่าวหว่า GMมิว รีบตอยด้วย ร้อนใจม๊วกๆ อิอิ)
อยากอกหัก...
แต่อุปสรรคอยู่หน้าตา
BY เมย์นะจ๊ะ    อิคึอิคึ
การแสดง หนังตะลุง


ของประเทศไทยทางภาคใต้
ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง
นักวิชาการหลายท่าน ให้อรรถธิบายว่าหนังตะลุงหรือการละเล่นแบบแสดงเงา เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ ที่แพร่หลายปรากฏทั้งในแถบประเทศยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชียอาคเนย์ ดังปรากฏหลักฐานว่า เมื่อครั้งพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชมีชัยชนะแก่อิยิปต์ได้ใช้หนังตะลุงแสดง เฉลิมฉลองชัยชนะประกาศเกียรติคุณของพระองค์ หนังตะลุงมีแพร่หลายในประเทศอิยิปต์ก่อนพุทธกาล ในประเทศอินเดีย พวกพราหมณ์แสดงหนังบูชาเทพเจ้าและสดุดีวิระบุรุษ เรื่องมหากาพย์รามยณะ เรียกหนังตะลุง "ฉายานาฏกะ" ในประเทศจีนสมัยจักรพรรดิยวนตี่ (พ.ศ.๔๙๕-๔๑๑) พวกนักพรตลัทธิเต๋า ได้แสดงหนังสดุดีคุณธรรมความดีของสนมเอกผู้หนึ่งแห่งจักรพรรดิพระองค์นี้ เมื่อพระนางวายชนม์

ข้อมูลจาก  http://campus.sanook.com/teen_zone/senior_01648.php
ชื่อ   สะบ้า
เป็นประเพณีของชาวมอญจ้า
สามารถหาเเถวพระประแดงได้เลยจ้า ช่วงเทศกาลสงกรานต์

จีมิวผมขอ 100 คะแนนนะครับ
ต้นฉบับโพสโดย GM_เบิร์ด เมื่อ 2010-12-12 15:20
อนุมัติตามนั้นครับผม
แก้ไขล่าสุด Xมูตัวอ้วน เมื่อ 2010-12-12 15:46

--

ชื่อการแสดง เซิ้งสวิง
ประเทศไทย
วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550
เซิ้งสวิง


ตามความเข้าใจของคนทั่วไปคิดว่า รำหรือระบำ เป็นการร่ายรำหรือฟ้อนของคนภาคกลาง ฟ้อน เป็นการร่ายรำของคนภาคเหนือ เซิ้ง เป็นการร่ายรำของคนภาคอีสาน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การฟ้อนของภาคอีสานนั้นมีมานานและเรียกว่าฟ้อนมาโดยตลอด เช่น ในวรรณคดีอีสานหลายเรื่องจะใช้คำว่า ฟ้อน ตลอด ไม่ปรากฏคำว่า รำ ให้เห็นเลย อย่างคำว่า ยามยามฟ้อน ระทวยฟ้อน ลิงโขนฟ้อน กินรีหย่องฟ้อน ทั้งลำและฟ้อน ฟ้อนหย่อนขา คนฟ้อนใส่กัน หมอแคนฟ้อนแอ่น ฯลฯ ส่วนคำว่า เซิ้ง นิยมใช้ในงานบุญบั้งไฟ การเซิ้งบั้งไฟเป็นการฟ้อนประกอบการขับกาพย์เซิ้ง ลักษณะขึ้นลงตามจังหวะช้าๆ ของกลองตุ้ม พังฮาด หรือในบางครั้งก็มีโทนประกอบ นิยมเซิ้งกันเป็นกลุ่มๆ ตั้งแต่ 3-4 คนขึ้นไป จะมีหัวหน้าเป็นคนขับกาพย์เซิ้งนำ แล้วคนอื่นๆ จะร้องรับไปเรื่อยๆ เซิ้งสวิง เป็นการละเล่นพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในท้องถิ่นอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการละเล่นเพื่อส่งเสริมด้านจิตใจของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งมีอาชีพในการจับสัตว์น้ำ โดยมีสวิงเป็นเครื่องมือหลัก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านผู้เชี่ยวชาญนาฎศิลป์ไทย กรมศิลปากร จึงได้นำท่าเซิ้งศิลปะท้องถิ่นมาปรับปรุงให้เป็นท่าที่กระฉับกระเฉงขึ้น โดยสอดคล้องกับท่วงทำนองดนตรี ที่มีลักษณะสนุกสนานร่าเริง เครื่องดนตรี ที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงชุดเซิ้งสวิง ได้แก่ กลองยาว กลองแต๊ะ แคน ฆ้องโหม่ง กั๊บแก๊บ ฉิ่ง ฉาบ กรับ การแต่งกาย ชาย สวมเสื้อม่อฮ่อม นุ่งกางเกงขาก๊วย มีผ้าขาวม้าโพกศีรษะและคาดเอว มือถือตะข้อง หญิง นุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้านอีสาน ผ้ามัดหมี่มีเชิงยาวคลุมเข่า สวมเสื้อตามลักษณะผู้หญิงชาวภูไท คือสวมเสื้อแขนกระบอกคอปิด ผ่าอก ประดับเหรียญโลหะสีเงิน ปัจจุบันใช้กระดุมพลาสติกสีขาวแทน ขลิบชายเสื้อ คอ ปลายแขน และขลิบผ่าอกตลอดแนวด้วยผ้าสีตัดกัน เช่น สีเขียวขลิบแดง หรือสวมเสื้อกระบอกคอปิด ผ่าอก ห่มสไบเฉียงทับตัวเสื้อ สวมสร้อยคอโลหะทำด้วยเงิน ใส่กำไลข้อมือและกำไลข้อเท้า ผมเกล้ามวยสูงไว้กลางศีรษะ ทัดดอกไม้ มือถือสวิง
แก้ไขล่าสุด JESPER02 เมื่อ 2010-12-12 16:15

การฟ้อนพระลักษณ์  การแสดงประจำชาติลาว


Thanks: ฝากรูป[/SIZE]

ประวัติการฟ้อนพระลักษณ์ พระรามและความเชื่อในสปป.ลาว

ในวรรณคดีเก่าแก่ของอินเดียมีบทวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่อยู่สองเรื่องด้วยกัน คือมหาภารตะซึ่งเป็นมหากาพย์เรื่องยาว และรามายณะ (Ramayana) ซึ่งเมื่อเทียบกับมหาภารตะแล้วถือว่าเป็นมหากาพย์เรื่องสั้น ทั้งสองเรื่องเป็นผลงานของมหากวีวานมิกี ซึ่งได้ประพันธ์เป็นภาษาสันสกฤตเมื่อประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์กาล

ต่อมาบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ถอดเอาเค้าโครงและเนื้อหาที่สำคัญของมหากาพย์รามายณะมาแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมสังคมและความเป็นเอกลักษณ์ของตน ทำให้เกิดมีรามายณะในวรรณคดีเก่าแก่ของตนเช่นกัน

ดร. บุนแท่ง สุกสะหวัด นักทฤษฎีวิจารณ์และค้นคว้าทางวัฒนธรรมคนสำคัญของลาวคนหนึ่ง มีความเห็นจากการค้นคว้าเบื้องต้นของท่านว่า มหากาพย์รามายณะไม่ได้แพร่จากอินเดียเข้าไปในลาวโดยตรง แต่ผ่านมาทางประเทศกัมพูชาในรูปแบบการฟ้อน “อัปสรา” โดยเจ้าฟ้างุ่มบรรพมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของลาว ได้ทรงนำเอาบทฟ้อนดังกล่าว พร้อมด้วยศิลปะวัฒนธรรมอื่นจากเขมรมาเผยแพร่และปรับปรุงให้เข้ากับเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของลาวที่หลวงพระบาง ซึ่งเป็นนครหลวงของลาวในสมัยที่ทรงรวบรวมอาณาจักรล้านช้างกลางศตวรรษที่ 14

ต่อมาศตวรรษที่ 15 พระเจ้าโพทิสะลาด ได้ทรงแปลและประพันธ์มหากาพย์รามายณะเป็นภาษาลาวโดยได้ทรงปรับเนื้อหาให้เข้ากับบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและท้องถิ่นดินลาว และได้ทรงตั้งชื่อใหม่ว่า “พะลัก พะลาม”1

พระลักษณ์ พระรามถูกเชื่อมโยงเข้ากับการแสดงฟ้อนพื้นเมืองเป็นการผสมกลมกลืนกัน โดยกล่าวถึงพระลักษณ์ พระรามที่ถูกบิดาเนรเทศให้ออกไปอยู่ดงป่าใหญ่ของเมืองลาว พวกพระองค์ได้เสด็จมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่งดงามราวกับแดนสวรรค์ซึ่งเรียกว่า “สะหวันนะเขต หรือ เมืองสะหวัน” บนพื้นโลก พระรามมีพระชายาหนึ่งองค์ชื่อว่านางสีดาซึ่งเป็นสตรีที่เพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์และความงดงามอันหาที่เปรียบไม่ได้ พระนางได้ถูกพระยายักษ์ลักพาตัวไปแต่ด้วยความช่วยเหลือของหนุมาน และกองทัพลิงซึ่งเป็นพันธมิตรของพระราม นางสีดาจึงถูกช่วยเหลือกลับคืนมาได้3

การฟ้อนพระลักษณ์ พระรามนี้ ได้ถูกนำมาแสดงที่พระราชวังเก่า (ปัจจุบันเป็นหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ)ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา แต่ได้หยุดชะงักไประยะหนึ่งจากปี พ.ศ. 2518 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2536 ได้มีการตั้งคณะฟื้นฟูละครพระลักษณ์ พระราม และมีการระดมการสนับสนุนจากภายในและต่างประเทศ จนสามารถตั้งโรงละครได้เมื่อ วันที่ 25 มกราคม 2545 เป็นต้นมา และเริ่มการแสดงพระลักษณ์ พระรามเป็นประจำนับแต่นั้นเป็นต้นม

ที่มา http://x.thaikids.com/phpBB2/vie ... 73facb88180c2c19e28
ผู้เขียน นายพันธจักร ว่องปรีชา
เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสปป.ลาว
มีนาคม 2549
ชื่อการแสดง    คาร์มินา บูรานา
ประเทศ         อิตาลี
แหล่งข้อมูล    http://www.ryt9.com/s/prg/675115

ซ้ำยังอ่ะ
บ่ะๆโอ้วบ่ะๆ
แก้ไขล่าสุด N๏nG…L€K เมื่อ 2010-12-12 17:03
  1. [url=http://upic.me/show/19046184][img]http://upic.me/t/ap/maagh-bihu-festival.jpg[/img][/url]
คัดลอกโค๊ด
งั้น แก้ไข ไหม่ นะ GM_มิว
ชื่อ:>BIHU
ประเทศ:>อินเดีย
ที่มาแหล่งข้อมูล:>http://www.studyhelper.net/listings/Fairs_And_Festivals/
เนิ้อหาน่ารู้:>เทศกาล Bihu

Bihu เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของอัสสัมเฉลิมฉลองด้วยกำลังสูงสุดของพลังงาน ในปีที่มีอยู่สามชนิดของเทศกาล Bihu ชื่อ Rangali Bihu, Bhogali Bihu และ Kangali Bihu ระหว่างสามที่สำคัญที่สุดคือ Rangali Bihu หรือที่เรียกว่า Bahag Bihu ซึ่งเฉลิมฉลองในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลนี้จุดเริ่มต้นของงานเทศกาลเกษตร กิจกรรมหลักของงานคือการเต้นรำ Bihu โดยชายหนุ่มและหญิงสาวมาพร้อมกับเพลงร้องโดยผู้หญิง ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าใหม่และเตรียมอาหารแปลกใหม่บางอย่างที่ไม่ได้จัดทำขึ้นโดยทั่วไปในวันธรรมดา

Bhogali Bihu มีการเฉลิมฉลองในช่วงกลางเดือนมกราคมและเป็นเทศกาลที่การเก็บเกี่ยวงานเฉลิมฉลองที่สำคัญเกิดขึ้นในตอนเย็นก่อนวัน Bihu ทำให้ประชาชนที่พักอาศัยชั่วคราวและการเก็บฟืนสำหรับกองไฟ ฟืนที่เก็บรวบรวมโดยการขโมยพวกเขาซึ่งเป็นที่อนุญาตสำหรับวันที่ ฟุ่มเฟือยอาหารมังสวิรัติที่ไม่สามารถจัดทำขึ้นเพื่อทุกคนได้รวมตัวกัน บัฟฟาโลเป็นสถานที่ต่อสู้ของวันอื่น Kangali Bihu ดังกล่าวไม่เป็นเรื่องใหญ่เหมือนอีกสองเทศกาล Bihuเคารพบูชาของพืช Tulsi เป็นพิธีทางศาสนาหลักประจำวัน

เทศกาลชา

แม้ว่ามีการเฉลิมฉลองเทศกาลชาทั่วรัฐ, ศูนย์หลักของงานคือเมือง Jorhat ซึ่งเรียกว่าชาทุนของโลก นี้มีการจัดงานเทศกาลชาโดย บริษัท ท่องเที่ยวอัสสัมในเดือนพฤศจิกายน ฉลองรวมถึงการเยี่ยมชมสวนชาที่สวยงามจำนวนมากเพื่อสนามกอล์ฟและเพื่อ Guwahati ชาการประมูลซึ่งเป็นศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดของชนิดในประเทศอินเดีย อาหารอร่อยและชาอัสสัมสดมีไฮไลท์ของงานเทศกาล

Mela Ambubachi

Ambubachi Mela จะจัดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูมรสุมประมาณกลางเดือนมิถุนายนที่มีชื่อเสียงใน Kamakhya วัดใน Guwahati เป็นที่เชื่อกันว่าเจ้าแม่เป็นประธานของวัดเทพธิดา Shakti ต้องผ่านรอบปีของเธอการมีประจำเดือน และมันเป็นช่วงระยะเวลานี้ Ambubachi Mela จะจัดขึ้นในสามวันแรกของเทศกาล, ประตูเพื่อ Kamakhya วัดถูกปิดทุกคน ว่ากันว่าแม่ธรณีได้กลายเป็นไม่ดี ทุกพิธีกรรมทางศาสนาที่วางไว้ในช่วงเวลานี้ แม้ไม่ได้สวมการเกษตรในอัสสัมทั้งหมด ในตอนท้ายของสามวันประตูกำลังจะเปิดหลังจากพิธีกรรมที่จำเป็นและ pujas จะดำเนินการ ก็เชื่อว่าแม่ธรณีได้บรรลุความบริสุทธิ์สมบูรณ์ มาเป็นพยานใน Mela, นักแสวงบุญจากทั่วประเทศอินเดีย

เทศกาลหาด Brahmaputra

Brahmaputra บีชมีการเฉลิมฉลองเทศกาลในเวลาเดียวกับที่ของ Bhogali Bihu ซึ่งเป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวของอัสสัม ซึ่งจัดโดยอัสสัมเรือแข่งรถและเรือกรรเชียงสมาคม มีโปรแกรมทางวัฒนธรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูที่ นอกจากนี้ยังมีบางกีฬาผจญภัยที่จัดในเร็วไหล Brahmaputra River ช้างแข่งขันว่าวบิน, คริกเก็ตและกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของเทศกาลนี้บีช

อัสสัมถูกแช่อยู่ในอารมณ์รื่นเริงตลอดทั้งปี ฉลองทุกคนมีสีในเฉดสีที่แตกต่างกันของศาสนาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดูดซึมความรู้สึกของความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นในการชมทุก เข้าเยี่ยมชมที่ดินขลังของอัสสัมและประสบการณ์ตื่นเต้นของการเฝ้าดูความฝันด้วยดวงตาที่เปิด



(แก้ไข)
นาฏศิลป์กวนอิมพันมือ
คณะนาฏศิลป์คนพิการแห่งชาติจีน


คณะนาฏศิลป์คนพิการแห่งชาติจีน ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นคนพิการหูหนวกและเป็นใบ้ มีการแสดงที่มีชื่อเสียงคือ "นาฏศิลป์กวนอิมพันมือ" โดยแสดงทั้งที่ไม่ได้ยินจังหวะและเสียงดนตรี


แหล่งที่มา:จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คลิปจากyoutube.com
<font size="1">


Kobayashi Sachiko สาวญี่ปุ่นที่แปลงร่างได้น่าตกใจยิ่งกว่า Transformers
  ประเทศสวีเดน

       
เทศกาลมิดซัมเมอร์



ในภาพนี้คือ การละเล่นในงานเทศกาลท้องถิ่น เทศกาลมิดซัมเมอร์

วันกลางฤดูร้อน (Midsummer Day) เป็นเทศกาลที่อาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่ในหลายภูมิภาค
ชาวบ้านยังคงฉลองเทศกาลในวันที่ 23 มิถุนายน ของทุกปี

ในวันสุกดิบก่อนวันนี้ชาวสวีเดนจะประดับประดาบ้านเรือนและโบสถ์ด้วยพวงดอกไม้และกิ่งไม้ มีการ
เต้นรำไปรอบๆ เสาดอกไม้ตลอดคืน ตามประเพณีนั้นคนหนุ่มสาวจะเก็บดอกไม้มาวางไว้ใต้หมอน

โดยหวังว่าจะทำให้ฝันถึง เจ้าบ่าวและเจ้าสาวในอนาคตของตนได้ หลังจากนี้ สวีเดนจะหยุดพักราว 1-2 เดือน
เนื่องจากผู้คนพากันเดินทางไปพักร้อน จากนี้ไปจะไม่มีวันหยุดอีกแล้วจนกว่าจะถึงวันรวมนักบุญ
(All Saints'Day) ตอนต้นเดือนพฤศจิกายน ในเทศกาลนั้นบรรดาครอบครัวต่างๆ จะไปวางดอกไม้ที่
หลุมฝังศพของคนที่ตนรัก

Jag har tyvärr inte tid.  T^T
Kobayashi Sachiko สาวญี่ปุ่นที่แปลงร่างได้น่าตกใจยิ่งกว่า Transformers ...
ต้นฉบับโพสโดย Moorenalisa เมื่อ 12/12/2010 17:19
เจ๋งมากฮับ
  Pangya : ตัวร้ou
เดี๋ยวจะปิดกระทู้แล้วนะครับผม (วันนี้ไม่ปิดช้าเหมือนเมื่อวานนะครับ)
หมดเวลากิจกรรมสำหรับวันนี้แล้วนะครับ เดี๋ยวจะอัพเดตคะแนนให้โดยเร็วที่สุดเลยนะครับผม
อัพเดตคะแนนให้แล้วนะครับผม ใครที่อยากจะเข้ามาแบ่งปันวัฒนธรรมดีๆ เทศกาลเด่นๆ
ก็ยังคงสามารถเข้ามาโพสต์กันต่อได้เลยนะครับ
^^ วันนี้ไม่ต้องลุ้นนาน ว่าแต่ คะแนนเต็มเท่าไรบอกได้มั้ยอะพี่จ๋า
[YOUTUBE]66L0TW4tYhk[/YOUTUBE]
66L0TW4tYhk
กลับไปรายการกระดานข่าว
prf